วิธีดูแล สารอาหารและน้ำ สำหรับผู้ป่วยรับประทานอาหารสายยาง !การดูแล "สารอาหารและน้ำ" สำหรับผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยาง ต้องใช้ความละเอียดมากกว่าปกติครับ เพราะร่างกายผู้ป่วยไม่สามารถเลือกทานเองหรือบอกความหิว/กระหายได้เหมือนคนทั่วไป
หลักการจัดการที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารครบถ้วนและไม่ขาดน้ำครับ
1. การจัดการสารอาหาร (Nutritional Management)
ความสม่ำเสมอของเวลา: ควรให้อาหารตรงเวลาทุกวัน (เช่น 06.00, 10.00, 14.00, 18.00 น.) เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นวงจร และระดับน้ำตาลในเลือดคงที่
สัดส่วน 5 หมู่: หากทำอาหารปั่นเอง (BD) ต้องมั่นใจว่าใน 1 วัน มีครบทั้ง:
โปรตีน: อกไก่/ไข่ขาว (ช่วยซ่อมแซมร่างกายและแผลกดทับ)
คาร์โบไฮเดรต: ฟักทอง/ข้าว/แป้ง (พลังงานหลัก)
วิตามิน/แร่ธาตุ: ผักกาดขาว/กล้วยน้ำว้า
ไขมันดี: น้ำมันรำข้าว (ช่วยดูดซึมวิตามินและให้พลังงานสูง)
การอุ่นอาหาร: ห้ามใช้ไมโครเวฟ เพราะจะทำให้โปรตีนจับตัวเป็นก้อนแข็งจนสายตัน ให้ใช้วิธีนำถุงหรือขวดอาหารมาแช่ในน้ำอุ่นให้หายเย็นก่อนให้ครับ
2. การจัดการน้ำ (Fluid Management)
ผู้ป่วยที่ให้ทางสายยางมักเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ได้ง่าย ญาติจึงควรดูแลดังนี้:
น้ำล้างสาย (Flush Water): ต้องให้ น้ำต้มสุก ประมาณ 30-50 cc ทั้งก่อนและหลัง ให้อาหารหรือยาทุกครั้ง เพื่อล้างคราบอาหารไม่ให้บูดค้างและป้องกันสายอุดตัน
น้ำระหว่างมื้อ: หากแพทย์ระบุว่าผู้ป่วยต้องได้รับน้ำวันละ 1,500-2,000 cc ให้คำนวณน้ำที่ปั่นในอาหารรวมกับน้ำล้างสาย หากยังไม่ครบ ให้แบ่งให้เพิ่มระหว่างมื้ออาหารครับ
สังเกตภาวะขาดน้ำ: ดูจาก "สีปัสสาวะ" (ถ้าเหลืองเข้มแสดงว่าขาดน้ำ) หรือริมฝีปากแห้ง ผิวหนังไม่ยืดหยุ่น
3. ขั้นตอน "ดูดเช็ก" ก่อนให้ (Aspirate Check)
ก่อนเริ่มให้อาหารทุกมื้อ ญาติควรใช้ไซริงค์ดูดเช็กปริมาณอาหารค้างในกระเพาะ:
ถ้าดูดได้น้อยกว่า 50 cc: ให้ดันกลับคืนและเริ่มให้อาหารมื้อใหม่ได้เลย
ถ้าดูดได้เกิน 100-150 cc: แสดงว่าอาหารมื้อเก่า "ยังไม่ย่อย" ให้เลื่อนมื้ออาหารออกไป 1 ชั่วโมงแล้วเช็กใหม่ หากยังเหลือเยอะเหมือนเดิมควรปรึกษาแพทย์ (อาจต้องปรับสูตรอาหารให้ย่อยง่ายขึ้น)